12 ขั้นตอนสู่การเป็น ช่างภาพ ระดับเซียน

เชื่อว่าหลายคนคงมีใจรักงานถ่ายภาพอยู่แล้ว ทุกคนสามารถถ่ายภาพได้ แต่ใช้ว่าทุกคนจะเป็นช่างภาพได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่างภาพอาชีพ ช่างภาพระดับโปรที่ต้องอาศัยความมุ่งมั่นและการฝึกฝนมากมาย กว่าจะไปถึงจุดๆนั้นได้

ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่มีความใฝ่ฝันอยากจะเป็นช่างภาพมือฉมัง สิ่งสำคัญที่สุดคือคุณต้องมีใจรักจริงๆ ในที่นี้หมายถึงรักที่จะฝึกฝน รักที่จะฝ่าฟันความยากลำบาก ไม่ใช่แค่ชอบถ่ายภาพเฉยๆแต่พอต้องฝึกยุ่งยากหน่อยก็ถอย คุณต้องทุ่มทั้งแรงกายและแรงใจลงไปที่การฝึกตั้งแต่ขั้นพื้นฐาน และควรฝึกแบบให้รู้สึกสนุกสนานด้วย ไม่ใช่ฝึกแบบเคร่งเครียด แบบนี้ถึงจะเป็นจุดเริ่มต้นของงานศิลปะที่ดี

เริ่มต้นจากสิ่งพื้นฐาน เริ่มฝึกอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ใส่ใจทุกรายละเอียด ความฝันก็คงอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมเท่าไหร่นัก และต่อไปนี้ก็คือ 12 ขั้นตอนการฝึก ที่คุณต้องทำ ถ้าอยากให้ใครจดจำคุณในฐานะช่างภาพระดับเซียน

ส่วนที่ 1: เรียนรู้เทคนิคการถ่ายภาพ

1.ฝึกมองแสงให้ดี

หลายคนอาจจะคิดว่า ถ้าจะฝึกถ่ายรูปก็คงต้องฝึกใช้กล้องก่อน แต่ความจริงแล้วไม่ใช่ เพราะกล้องเป็นเพียงอุปกรณ์ที่ใช้บันทึกภาพ เก็บรายละเอียดต่างๆเท่านั้น ถึงแม้ว่าคุณจะใช้กล้องดี และใช้คล่องแค่ไหน แต่ถ้าไม่มีความรู้เรื่องการดูแสงก็จบเหมือนกัน อย่างแรกเวลาถ่ายรูป ปัจจัยที่คุณควรพิจารณาก่อนก็คือแสง ไม่ใช่กล้อง คุณต้องดูว่าเวลา ณ ขณะนั้นที่จะถ่าย แสงแรงหรืออ่อนแค่ไหน มาจากทิศทางไหน ฯลฯ เพราะถ้าเหล่านี้มีการเปลี่ยนแปลงเพียงนิดเดียก็สามารถเปลี่ยนอารมณ์ความรู้สึกของภาพได้ทันที

2.พยายามทำความคุ้นเคยกับระบบของกล้อง

หลังจากที่ฝึกเรื่องแสงแล้ว สิ่งต่อมาก็คือกล้องนั่นเอง คุณควรฝึกใช้การตั้งค่าต่างของกล้องให้เคยชิน เพราะกล้องสมัยนี้มีรุ่นที่ไฮเทคมากมาย สามารถปรับเอฟเฟ็กต์ต่างๆได้ตามชอบ เช่น ถ่ายโหมดกลางคืน ถ่ายโหมดแสงน้อย ถ่ายโหมดพอร์ตเทรต ถ่ายโหมดวิวทัวทัศน์ ถ่ายฟิลเตอร์ขาวดำ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีอีกหลายรุ่นที่สามารถเปลี่ยนเลนส์ได้ ถ่ายภาพได้หลากสไตล์ หลายอารมณ์ขึ้น ซึ่งไม่ว่าคุณจะต้องการภาพแบบใด ต้องการให้ภาพคมชัด หรือซูมใกล้แค่ไหน ก็ฝึกใช้แต่ละฟังก์ชั่นแต่ละอย่างจนคุ้นมือ

3.พยายามจับภาพอย่างใจเย็น อย่าผลีผลาม

ข้อเสียในการถ่ายภาพของหลายๆคน คือเมื่อเจออะไรสักอย่างที่สวย ดูดี ถูกใจแล้ว ก็มักจะรีบหยิบกล้องขึ้นมาแล้วกดชัตเตอร์ถ่ายทันทีโดยไม่โฟกัสวัสดุ หรือจุดเด่นในภาพให้ดีเสียก่อน ผลที่ได้คือภาพอาจจะดูไร้อารมณ์ ไร้ราคาไป เพราะฉะนั้นถ้าคุณรู้ตัวดีว่าตัวเองมีนิสัยนี้ ควรเลิกเสียแล้วหันมาฝึกอย่างใจเย็น โดยเวลาที่จะถ่ายคุณควรมองภาพรวมของสิ่งที่จะถ่ายอย่างรอบคอบ ดูว่าเราจะจับอะไรออกมาเป็นจุดเด่น ถ่ายแบบไหนถึงจะสวยที่สุด ในเฟรมมีอะไรที่แปลกตาบ้าง หรือจะใช้ทฤษฎีต่างๆ อย่างเช่น กฎสามส่วน (Rule of Thirds) มาช่วยได้อย่างไรบ้าง? เป็นต้น

4.เรื่องสีก็สำคัญ

เป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบในการถ่ายภาพที่ไม่ควรมองข้าม คุณควรนำภาพวงจรสีมาเปิดดูและศึกษาสีแต่ละสีให้ดีๆ ดูว่าแต่ละสีกลมกลืนกัน หรือตัดกันอย่างไรบ้าง หรือสีแต่ละสีแทนความรู้สึกอะไร สีไหนเป็นสีโทนอุ่น สีไหนเป็นสีโทนร้อน สีไหนเป็นสีโทนเย็น และนอกจากนี้…เวลาที่คุณจะถ่ายงานส่งให้ลูกค้าจริงๆ คุณจำเป็นต้องตรวจค่าสีให้แม่นยำก่อนด้วย เพราะถ้าหากว่าสีเพี้ยนไป งานคุณจะดูไม่มีคุณภาพทันที

5.ฝึกใช้โปรแกรมตกแต่งภาพ

คุณคงไม่สามารถส่งภาพถ่ายให้ลูกค้าเปล่าๆได้โดยไม่ผ่านโปรแกรมตกแต่ง เพราะต้องมีการปรับแสง ปรับความคมชัด ใส่เอ็ฟเฟ็กต์ รีทัชภาพ ฯลฯ ด้วย ดังนั้นการถ่ายภาพเก่ง ใช้กล้องเก่งอย่างเดียวจึงไม่พอ แต่คุณต้องเก่งกราฟฟิกด้วยในระดับหนึ่ง คุณต้องฝึกใช้โปรแกรมตกแต่งภาพต่างๆให้ได้คล่อง อาทิเช่น Photoshop, Lightroom เป็นต้น ค่อยๆเรียนรู้ฟังก์ชั่นการทำงานหลักๆที่จะช่วยในภาพถ่ายของคุณ ทดลองตกแต่งภาพใดภาพหนึ่งหลายๆแบบ แล้วเอามาเปรียบเทียบกันว่าแต่ละแบบมันให้อารมณ์ที่แตกต่างกันอย่างไร

6.ทดลองปริ้นท์ภาพออกมาใส่กรอบ

เพราะว่าบางครั้งภาพที่อยู่ในกล้อง ในคอมพิวเตอร์ จะให้ความรู้สึกที่แตกต่างกับการใส่กรอบขนาดใหญ่และติดผนัง ดังนั้นถ้าคุณต้องการรู้ว่าภาพที่ถ่ายออกมาสวยแค่ไหน คุณภาพความคมชัดเป็นอย่างไร จึงควรปริ้นท์ภาพ หรืออัดภาพก็ได้ ออกมาเป็นขนาดที่ใหญ่พอประมาณ ใส่กรอบ ติดผนัง และลองมองดูว่ารู้สึกอย่างไร ลองประเมินคุณภาพงานดูจากตรงนี้

ส่วนที่ 2: พัฒนาสไตล์การถ่ายภาพในแบบของคุณเอง

7.ทดลองถ่ายภาพหลายๆสถานที่

คนส่วนมากอาจจะหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายภาพ แค่เฉพาะโอกาสสำคัญๆ เช่น ไปเที่ยวกับครอบครัว ไปงานแต่งงาน ไปเดินทางไกล ไปปีนเขา แต่ถ้าหากคุณต้องการพัฒนาฝีมือของตัวเองจริงๆ คุณควรฝึกถ่ายหลายๆสถานที่ ไม่จำเป็นต้องรอให้ไปไหนไกลๆ แต่สามารถฝึกถ่ายได้แม้ในละแวกบ้าน เช่นอาจถ่ายสุนัข ถ่ายแมว หรือถ่ายภาพวิถีชีวิตชาวบ้านก็ได้

8.อย่าหยุดเรียนรู้

ไม่ว่าคุณจะถ่ายภาพได้ดีเท่าไหร่ หรือมีใครชมคุณมากแค่ไหน คุณก็ไม่ควรหยุดอยู่แค่ที่ผลงานตัวเอง แต่ควรศึกษาผลงานของคนอื่นๆด้วยเพื่อนำมาเป็นแรงบันดาลใจ นอกจากนี้ยังควรมีสมุดหรืออัลบั้มที่จะเก็บรวบรวมภาพถ่ายของคุณ ไว้สำหรับมาดูย้อนหลัง อีกทั้งยังควรอ่านทฤษฎี ศึกษาเทคนิคต่างๆอยู่เสมอด้วย โดยคุณอาจไปซื้อหนังสือคู่มือมาจากร้านหนังสือ หรือจะอ่านบนอินเตอร์เน็ตก็ได้

9.ทดลองถ่ายสถานที่เดิมๆซ้ำไปซ้ำมา

หมายถึงให้คุณลองเลือกสถานที่ที่ชอบสักสถานที่หนึ่ง แล้วทดลองถ่ายสถานที่นั้นหลายๆมุม เพื่อเทียบอารมณ์ความรู้สึกที่แตกต่างกัน เช่น สมมุติว่าคุณชอบสวนรถไฟ คุณก็อาจถ่ายทั้งวิวทิวทัศน์ ต้นไม้ คนขี่จักรยาน คนวิ่ง หรือถ่ายนก โดยลองมุมกล้องที่แตกต่างกันไป

10.ใช้โซเชียลให้เป็นประโยชน์

นอกจากนี้การเข้าร่วมกรุ๊ปชมรมถ่ายภาพบนเฟสบุค หรือกดติดตามบัญชี IG ที่มีการอัพโหลดภาพถ่ายสวยๆอยู่เสมอ ก็จะช่วยได้มากทีเดียว สามารถแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันได้ ด้วยการศึกษาภาพถ่ายของกันและกัน คุณดูภาพถ่ายที่คนอื่นอัพโหลด ส่วนคุณก็อัพโหลดผลงานตัวเองให้คนอื่นได้ชมบ้าง

11.แบ่งภาพถ่ายเก็บไว้ให้เป็นหมวดๆ

ทุกวันนี้เทคโนโลยีพัฒนาไปไกล โดยเฉพาะโปรแกรมและแอพพลิเคชั่นต่างๆ มีหลายตัวที่สามารถรวมภาพถ่ายไว้เป็นอัลบั้มได้ อย่างเช่น Lightroom อย่างนี้แล้วจะทำให้ผลงานคุณไม่กระจัดกระจาย ไม่ต้องกลัวหายเหมือนภาพถ่ายเป็นใบที่ใส่ในอัลบั้ม หรือคุณจะแบ่งโฟลเตอร์ในคอมพิวเตอร์ แล้วเซฟไฟล์แยกเป็นหมวดๆ เช่นภาพถ่ายสัตว์ ภาพถ่ายคน ภาพถ่ายวิว แบบนี้ก็ได้

12.มีความเป็นตัวของตัวเอง และอย่าหยุดพัฒนามัน

ถึงแม้ว่าคุณจะเรียนรู้เทคนิคทั้ง 11 ข้อที่ผ่านมาจนครบแล้ว แต่นั่นก็ยังไม่พอให้คุณเป็นช่างภาพที่ดีได้ เพราะการถ่ายภาพเป็นงานศิลปะ และงานศิลปะไม่ได้มีขอบเขตที่แน่นอนตายตัว ตรงกันข้าม…สามารถดัดแปลงได้ตามความเหมาะสม หรืออีกนัยหนึ่งคือ คุณต้องมีสไตล์การถ่ายภาพเป็นของตัวเอง ให้คนอื่นมองภาพแล้วรู้เลยว่านี่คือตัวตนของคุณ เป็นผลงานของคุณ ยกตัวอย่างเช่น มีช่างภาพคนหนึ่งชอบถ่ายภาพสุนัข แมวจรจัดมาก และสามารถถ่ายออกมาให้สัตว์เหล่านั้นดูเศร้าได้เสมอ เรียกได้ว่าทุกภาพมีอารมณ์ความรู้สึก ไม่ใช้แค่ภาพถ่ายทื่อๆ จนทำให้เมื่อใครๆมองภาพเหล่านั้นแล้ว ต้องคิดเลยว่าคนถ่ายคือเขาแน่นอน ไม่ใช่ใครอื่น

คอมเมนท์

ความเห็น